GreenBook Forex เส้นทางการเทรด forex แบบมืออาชีพ

GreenBook Forex เส้นทางการเทรด forex แบบมืออาชีพ

Post Top Ad

Post Top Ad

Thursday, August 10, 2017

เข้าใจการถ่าง Spread และ การ Hedging ว่ามีผลทำให้ล้างพอร์ตได้อย่างไร

August 10, 2017 0

เข้าใจการถ่าง Spread และ การ Hedging ว่ามีผลทำให้ล้างพอร์ตได้อย่างไร
ก่อนจะเข้าเนื้อหาของเรื่องนี้ ขอกล่าวถึงตัวแปรสำคัญที่เกี่ยวข้องก่อน คือ ค่า Spread และการ Hedging. และอีกประเด็นคือ ทั้งหมดนี้จะไม่มีผลมากมายจนเป็นอันตรายต่อพอร์ต ถ้าเทรดเดอร์ยอมรับว่าแพ้ ผิดทาง และ Cut Loss เสียแต่เนิ่นๆ ตัวเลขในตัวอย่างสมมุติขึ้น โดยมีขนาด Lot Sizeใหญ่ เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น  แต่ในความเป็นจริง เทรดเดอร์อาจใช้ Lot Size เล็กกว่านี้ แต่ก็สะสมออเดอร์ไว้หลายออเดอร์ จนมีขนาด Lot Size ใหญ่ขึ้น เป็นอัตราส่วนใกล้เคียงกับตัวอย่างที่ยกมา
ค่า Spread ถูกกำหนดโดยโบรกเกอร์ ซึ่งแต่ละโบรกเกอร์ก็มากน้อยแตกต่างกัน หรือแม้แต่ โบรกเกอร์เดียวกันแต่มีบัญชีหลายประเภทก็มีค่า Spread ต่างกัน อาจมีแบบค่า Spread =0 หรือค่า Spread คงที่ และค่า Spread ไม่คงที่ ซึ่งอันหลังสุดนี่แหละที่จะกล่าวถึง
ค่า Spread คือส่วนต่างของราคา ณ ขณะนั้น ถ้าเราออเดอร์ ไม่ว่าจะซื้อหรือขาย เราจะได้ราคาตามที่กำหนด และหากปิดออเดอร์ทันที ราคาจะมีส่วนต่างเท่ากับค่า Spread ที่โบรกเกอร์กำหนด ตามตัวอย่างในรูป ถ้าเรา Buy ที่ราคา 1.17333 เราจะติดลบทันที 30 จุด เพราะหากปิดออเดอร์ทันที เราจะได้ราคาแค่ 1.17303 (ขาดทุน 30 จุดทันที) ในความเป็นจริงคงไม่มีใครทำแบบนั้น เพราะก็ต้องรอปิดเมื่อราคาไปตามเป้าที่ตั้งไว้ ส่วนต่างตรงนั้น มันคือค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เก็บจากเรานั้นเอง



ส่วนการถ่าง  Spread มีผลอย่างไร ก็คือ สมมุติเรา Buy 1.0 lot ที่ 1.17333 (Bid 1.17303 Ask 1.17333ในตอนเริ่มต้น
หลังจากนั้น เราติดลบ มาที่ราคา 1.16333( Bid 1.16333 ask 1.16363). ราคา bid คือราคาที่เราได้ถ้าปิดออเดอร์  บัญชีเราจะติดลบ  -1,000 USD.
และโบรกเกอร์ประกาศ ช่วงนี้มีข่าวสำคัญกระทบค่าเงิน และถ่าง Spread ออก เป็น 200 จุด สมมุติให้ การถ่าง เป็นแบบ50:50 ( บางครั้งสองข้างอาจไม่เท่ากัน) ราคา bid จะลดลงไป 100 จุด เหลือ 1.16233 และราคา ASK จะเพิ่มขึ้นไปเป็น 1.16433 ทันที และเราจะติดลบเพิ่มทันที กลายเป็น –1,100 USD แม้ว่าอาจเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่หากในขณะนั้นเทรดเดอร์มีออเดอร์ค้างอยู่มาก และติดลบใกล้เคียงกับ Margin ที่เหลือ อาจล้างพอร์ตได้
นี่คือกลไกที่เกิดขึ้น จะเห็นว่า เมื่อถ่าง Spread ทั้ง Order Buy และ Sell จะได้รับผลกระทบทั้งคู่
Hedging.
การ Hedge คือการเปิดออเดอร์สวนทางกับออเดอร์ที่ค้างอยู่ ด้วยขนาด Lot Size เดียวกัน  เป็นการหยุดความสูญเสีย

ตัวอย่างกระบวนการที่เกิดขึ้น แต่เป็นการHedging ที่ผิดวิธีจนเกิดการสูญเสีย

สมมุติเราเปิดออเดอร์ตามนี้ ด้วย Lot 0.1 ที่ราคา 1.15000 และผิดทาง ปล่อยให้ติดลบไป 500 จุด เท่ากับเราติดลบ 50 USD รายละเอียด Margin และอื่นๆตามรูป



ที่ราคา
1.4500 เทรดเดอร์มองว่า ติดลบตั้ง 50 USD. ครึ่งหนึ่งของทุนเลย ไม่อยากตัดทิ้ง เผื่อมันกลับมา ก็เลยเปิด Sell สวนทางไว้ (Hedging) ที่ Lot 0.1 เท่ากัน ถึงตรงนี้ -50 จะคงที่ไม่ลบต่อไป ถ้าราคาลงอีก ออเดอร์ Buy จะติดลบเพิ่มมากกว่า 50 แต่ฝั่ง Sell จะบวกกลับมาชดเชย ผลรวมจะยังคงเป็น -50 แต่ถ้าราคาขึ้น ฝั่ง Buy จะติดลบน้อยลง แต่ฝั่ง Sell จะติดลบเพิ่มแทน ซึ่งก็ทำให้ผลรวม -50 เท่าเดิม สิ่งที่ได้เพิ่มมาคือ มี Free Margin กลับมาให้เล่นได้ 50 USD จากตอนแรกที่ลดเหลือ 30 USD.
แบบนี้ผมเรียกว่า เริ่มติดคุกแล้ว.

เมื่อผ่านไปอีกระยะ ปรากฏว่า ราคาลงต่อ ไปที่ 1.14000 เทรดเดอร์มองว่า ไม่น่าจะไปต่อแล้ว งั้นเพิ่มออเดอร์ Buy ที่ราคานี้ไปเลย ที่ lot 0.1 @1.14000 แต่ปรากฏว่าราคาลงต่อไปอีก ที่ 1.13750 คือลงไปอีก 250
สถานการณ์ในพอร์ตจะเป็นดังรูป คือจากเดิม เหลือมาร์จิ้น 50 USD  เอามาเปิด lot 0.1 ใช้ไป 20USD  และราคาลง เลยติดลบ 25 USD และผลรวม ติดลบ 75 USD  เหลือฟรีมาร์จินแค่ 5 USD. ถ้าราคายังผิดทาง ลงต่อ แค่ 50 จุด มาร์จินจะเป็นศูนย์ทันที. หรือถ้าจะปิดตอนนี้ เสียหนักเลย 75 USD เหลือแค่ 25 USD.

จากสถานการณ์ข้างต้น เทรดเดอร์ผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าแพ้ จะเปิดออเดอร์ Sell ที่ lot 0.1 เพื่อให้ได้มาร์จินกลับมา
และหยุดการติดลบไว้ที่ 75 USD. ดังรูป

ตอนนี้เหมือนแก้ปัญหาไปได้ ติดลบคงที่ -75 USD แต่จริงๆ ตอนนี้หนักกว่าติดคุกแล้ว ตอนนี้เรียกว่า อยู่ในลานประหารแล้ว.
มาดูทางเลือกกันว่าต่อจากนี้เป็นอย่างไร

รูปข้างล่างนี้ สมมุติราคาลงไปที่ 1.13500 (ถ้าราคาขึ้น ก็มีผลรวมติดลบไม่ต่างกัน)     ตอนนี้ออเดอร์ Sell มีบวกมาแล้ว 125 USD แต่ ออเดอร์ Buy ก็ติดลบเพิ่มเป็น 200 USD ผลรวมยังติดลบ 75 USD เท่าเดิม


ตอนนี้คือช่วงอันตรายที่สุดหาก โบรกเกอร์มีการถ่าง Spread เพราะ Free Margin 25 USD มี 0.4 Lot ในพอร์ต เท่ากับว่า 1 จุดเท่ากับ 0.4 USD. ถ้าโบรกเกอร์ถ่าง Spread แค่ 62.5 จุด Free Margin จะเป็น 0 ( บางครั้งโบรกเกอร์ถ่าง Spread เป็นร้อยจุด)


เอาไงดี ปิดออเดอร์ Sell ทำกำไรก่อนดีไหม ถ้าราคาขึ้นค่อยปิดออเดอร์ Buy.




จากรูปด้านบน เป็นผลจากการปิดออเดอร์ Sell กำไรมาทันที 100 USD ยอด Balance เป็น 200 USD เอาเฉพาะบรรทัดที่ปิด Sell ไปโชว์ในกลุ่มได้เลย ทุน 100 วันนี้กำไร 100
แต่.... ความเป็นจริง มี Free Margin 5 USD มี 0.3 Lot ในพอร์ต เท่ากับว่า 1 จุดเท่ากับ 0.3 USD. ถ้าโบรกเกอร์ถ่าง Spread แค่ 17 จุด Free Margin จะเป็น 0 หรือ หากราคายังลงต่อ แค่ 50 จุด มาร์จินก็เป็นศูนย์
ก็เข้าสู่กระบวนการล้างพอร์ตไป

อันที่จริง เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์จะใช้การ Hedge นี่แหละเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยแก้พอร์ตได้ แต่จะขอไปกล่าวแยกเป็นอีกหัวข้อหนึ่งทีหลัง และการ Hedge ที่ถูกต้อง ไม่ได้ปล่อยให้ติดลบเยอะขนาดนี้  

ทางป้องกันสำหรับเทรดเดอร์ที่ยังแก้พอร์ตด้วยการ Hedge ไม่เป็น

  •           อย่าปล่อยให้โดนลากยาว ตั้ง Cut Loss ในจุดที่ยอมรับความสูญเสียได้ แล้วเริ่มใหม่ ยังดีกว่าดื้อดึงแล้วเสียหมดทั้งพอร์ต
  •        ถ้าใช้บัญชีแบบค่า Spread ไม่คงที่ (Variable Spread) ให้พึงระลึกถึงผลกระทบจากการถ่าง Spread ไว้ด้วย แต่ถ้าคุณไม่เคยปล่อยให้ออเดอร์ค้างติดมือเยอะๆ ก็ไม่มีผลอะไร 
  •      พยายามศึกษาให้เข้าใจเรื่อง Technic การวิเคราะห์กราฟ การเข้าออเดอร์ที่ถูกจุด จะช่วยให้ลดระยะห่างของการ Cut Loss. ถ้าเอาแบบเข้าใจง่ายๆ ถ้ารู้แนวต้านอยู่ตรงไหน แล้วเข้า Sell ที่จุดนั้น หากมันทะลุไปได้ ก็ cut loss เลย หรือการ เข้า Buy ที่แนวรับ หากทะลุแนวรับลงมา ก็ Cut Loss ได้เลย นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ ที่จะไม่ต้องโดนลากไกลๆ
  •            ใช้ Lot ที่มีขนาดเหมาะสมกับเงินทุน และควรให้มีช่องว่างผิดทางได้ประมาณ 10,000 จุด สำหรับมือใหม่. ในที่นี้ให้หมายถึงจำนวน Lot รวมทุกออเดอร์ในพอร์ต.

สุดท้าย สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ อย่าทำให้เกิดเป็นกระบวนการตามตัวอย่าง คุณจะรอดพ้นจากการล้างพอร์ตยากมาก มีวิธีเดียวคือต้องเพิ่มทุนเพื่อรองรับการโดนลากผิดทาง และตัดออเดอร์ด้านใดด้านหนึ่งออกเมื่อถึงจุดกลับตัวเท่านั้น.



Read More

Sunday, August 6, 2017

ปฐมบทการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค. (The Beginning of Technical Analysis).

August 06, 2017 0





ปฐมบทการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค. (The Beginning of Technical Analysis).

 ความพยายามทำความเข้าใจพฤติกรรมของราคาและการหาคำอธิบายความเป็นไปของตลาด เพื่อนำไปสู่การทำนายราคาตลาดในอนาคตได้ ส่งผลให้นักลงทุน พยายามหาเครื่องมือมาใช้เพื่อช่วยแก้ข้อสงสัยเหล่านี้  จึงเกิดเป็นเทคนิคการวิเคราะห์ในปัจจุบัน มากมาย แนวคิดเหล่านี้ถูกบัญญัติขึ้นอย่างมีหลักการที่อ้างอิงจากความเชื่อ  3 สิ่งนี้

  1.      .    พฤติกรรมราคาที่แสดงออกมาบนกราฟ ได้ดูดซับเหตุการณ์จริง รวมทั้งผลกระทบต่างๆจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ การเมือง ไว้หมดแล้ว ราคาที่แสดงออกมาได้สะท้อนความเป็นไปอย่างที่ที่ควรจะเป็น
  2.      .     ราคาจะยังคงเคลื่อนไปตามแนวโน้มเดิม จนกว่าจะหมดแนวโน้มและกลับไปยังทิศทางตรงกันข้าม
  3.            รูปแบบ หรือ พฤติกรรมราคาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จะยังคงเอามาใช้อ้างอิงได้ในอนาคต บางครั้งถึงช่วงเวลาหนึ่งมันกลับมาเกิดพฤติกรรมเดียวกับที่เคยเกิดขึ้น เรียกว่า ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยนั่นเอง


จุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ทางเทคนิคมาจาก ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ Wall  Street Journal  ที่ชื่อ Charles Henry Dow (1851-1902) และเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนที่ชื่อ Edward Jones.
Charles Henry Dow เป็นบรรณาธิการที่ต้องเขียนข่าว บทวิเคราะห์ด้านการเงินและตลาดหุ้น สมัยนั้นยังไม่มีดัชนีอะไรทั้งสิ้น การจะบอกว่าวันนี้ภาพรวมตลาดหุ้นเป็นอย่างไรก็ไม่มีอะไรที่จะสื่อให้คนอ่านเข้าใจได้ เขาจึงคิดดัชนีขึ้นมาตัวหนึ่งโดยเอาหุ้นชั้นนำหลายๆตัวมาคำนวณเป็นดัชนี และใช้ชื่อว่า ดัชนีดาวโจนส์ จากนั้นก็ใช้ดัชนีนี้เป็นตัวแทนสภาวะตลาดของหุ้นทั้งหมด ว่าวันนี้ดัชนีดาวโจนส์ขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน และทฤษฎี Dow Theory ก็เกิดขึ้นหลังจากนั้น
การที่ Dow เอาดัชนีดาวโจนส์มาพล๊อตเป็นกราฟต่อเนื่องกันทุกวัน ทำให้เขาสังเกตเห็นรูปแบบของของราคาที่เป็นแนวโน้มที่คาดเดาได้ เขาจึงเขียนบทวิเคราะห์หุ้นด้วยกราฟ และสามารถทำนายแนวโน้มล่วงหน้าได้อย่างถูกต้อง นี่จึงถือเป็นจุดกำเนิดของการวิเคราะห์ทางเทคนิคเลยที่เดียว แต่ DOW ไม่เคยสรุปแนวคิด ทฤษฎีการวิเคราะห์ ไว้ในเอกสารเล่มใดๆ หลังจาก DOW เสียชีวิตลง มีชาย 3 คนคือ  William Peter Hamilton, Robert Rhea and E. George Schaeferได้รวบรวมบทวิเคราะห์ของ Dow มาศึกษาเพื่อหาแนวคิดที่แท้จริงที่ Dow ใช้ จนกลั่นกรองออกมาเป็นทฤษฎี Dow Theory ให้เราศึกษาได้ในปัจจุบัน




ซึ่งทฤษฎี Dow Theory สามารถสรุปออกมาได้ 6 ข้อ ดังนี้

1. ภาพรวมของตลาด ที่แสดงออกมาเป็นกราฟ ได้ดูดซับเหตุการณ์ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและมีผลกระทบไว้หมดแล้ว
2.แนวโน้มขาขึ้น จุดสูงสุดใหม่จะต้องสูงกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้า( H2>H1) และจุดต่ำสุดใหม่ต้องสูงกว่าทั้งจุดสูงสุดก่อนหน้าและจุดต่ำสุดก่อนหน้า (L2>H1>L1)  แนวโน้มขาลง  จุดต่ำสุดใหม่จะต้องต่ำกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้า( LL2<LL1) และจุดสูงสุดใหม่ต้องต่ำกว่าทั้งจุดสูงสุดก่อนหน้าและจุดต่ำสุดก่อนหน้า (LH2<LL1<LH1) ดังภาพ





และ Dow Theory ยังแบ่งระยะเวลาของแนวโน้มเป็น 3 ช่วง คือ Primary, Secondary และ Minor ซึ่งเปรียบได้กับคลื่นในทะเลว่าเป็น กระแสน้ำ (Tide) คลื่น (Wave) และฟองคลื่น (Ripples) ตามลำดับ โดยช่วง Primary จะกินเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป ส่วน Secondary จะกินระยะเวลา 3สัปดาห์-3เดือน และช่วง Minor จะกินเวลาน้อยกว่า 3 สัปดาห์

         3.  พฤติกรรมของทุกแนวโน้ม ทั้งแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง จะมี 3 จังหวะเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น แนวโน้มขาขึ้น จะเป็นดังนี้
-           จังหวะแรก เป็นช่วงที่นักลงทุนเริ่มเข้าซื้อ เพราะข่าวเชิงลบเริ่มหมดไป และมีข่าวเชิงบวกเข้ามา ช่วงนี้เรียกว่า ช่วงเก็บของ
(Accumulation Phase)
-           จังหวะสอง เป็นจังหวะที่นักลงทุนรายอื่นๆ ที่เน้นลงทุนตามแนวโน้มตลาด เริ่มเข้ามามากขึ้น ช่วงนี้ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
-           จังหวะสาม เป็นช่วงที่นักลงทุนส่วนใหญ่เข้าซื้อหมดแล้ว จากข่าวสารด้านบวกที่มีมากขึ้น มีการเก็งกำไรมากขึ้น จังหวะนี้นักลงทุนที่เก็งกำไรกลุ่มแรกๆ จะเริ่มมองว่าถึงจุดแล้วที่ควรจะทยอยขายออกทำกำไรเสียที จุดนี้จะเริ่มเห็นแรงเทขายออกมา เรียกจังหวะนี้ว่า ช่วงระบายของ (Distribution Phase)

4. นัยยะสำคัญของแนวโน้มควรที่จะยืนยันซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ในยุคของ Dow ได้สร้างค่าเฉลี่ยขึ้นมาสองตัวโดยมาจากบริษัทสำคัญๆ จากกลุ่ม อุตสาหกรรม และ กลุ่มรถไฟ เกิดเป็น Industrial Average และ Rail Average ตามลำดับ ซึ่ง Dow เห็นว่าแนวโน้มของตลาดจะไม่มีนัยยะสำคัญ หากค่าเฉลี่ยสองตัวนี้ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน. (ปัจจุบันเราอาจไม่ได้ใช้ข้อกำหนดนี้มาร่วมในการวิเคราะห์เชิงเทคนิคของตลาด Forex แล้ว)

4          5.  ปริมาณการซื้อขาย เป็นปัจจัยในการยืนยันแนวโน้ม

      6. แนวโน้มจะยังคงเชื่อว่ามีอยู่ จนกระทั่งจะมีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม ข้อนี้เป็นหลักการพื้นฐานการวิเคราะห์ทางเทคนิค ที่ต่อมา ทำให้เกิดการศึกษาเรื่องแนวรับ แนวต้าน รูปแบบการเปลี่ยนแนวโน้ม และเครื่องมือวิเคราะห์อื่นอีกมากมายเพื่อบอกถึงโอกาสในการเปลี่ยนแนวโน้ม.

นี่คือแนวคิดหลักๆ ของ Dow ซึ่งถูกนำมาศึกษาต่อ จนเกิดเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ใหม่ๆอีกหลายตัว เช่น Elliot Wave


สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นคือ ในบางครั้งการเรียนการสอนเรื่อง Technical Analysis จะไม่ค่อยมุ่งเน้นกล่าวถึง Dow Theory มากนัก เพราะอาจมองว่าเป็นแค่ความรู้เบื้องต้น แต่แท้จริงแล้ว หากเข้าใจอย่างแท้จริงและเชื่อในหลักการของ Dow Theory ว่าพฤติกรรมตลาดเป็นไปตามนี้ การเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ที่มีรากฐานมาจาก Dow Theory จะเป็นเรื่องเข้าใจง่าย และสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
        เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นกับผู้เขียนเอง ในยุคแรกที่เริ่มเทรด ตัวอย่างเช่น วุ่นวายกับการไปหา Indicator ต่างๆ ที่เขาว่าดีมาใช้ มานั่งท่องรูปแบบการกลับตัวจากรูปแบบกราฟแท่งเทียน ทั้งวันก็มานั่งจ้องกราฟเพื่อหารูปแบบการกลับตัว ซึ่งทั้งวันมันมีรูปแบบการกลับตัวให้เห็นและเข้าใจผิดๆว่านั่นคือการกลับตัว  แต่ถ้าเข้าใจ Dow Theory จะรู้ว่าที่ช่วงราคาใดควรมองหาการกลับตัว
        ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่า Indicator และเทคนิคใหม่ๆ ไม่ดี เพระปัจจุบันก็ยังใช้ Indicator บางตัว เพียงแต่เมื่อเราเรียนรู้ Dow Theory แล้ว เราจะเลือกได้เอง ว่าเวลาไหนควรใช้ Indicator อะไร.


               


Read More

Post Top Ad