ความพยายามทำความเข้าใจพฤติกรรมของราคาและการหาคำอธิบายความเป็นไปของตลาด
เพื่อนำไปสู่การทำนายราคาตลาดในอนาคตได้ ส่งผลให้นักลงทุน
พยายามหาเครื่องมือมาใช้เพื่อช่วยแก้ข้อสงสัยเหล่านี้ จึงเกิดเป็นเทคนิคการวิเคราะห์ในปัจจุบัน
มากมาย แนวคิดเหล่านี้ถูกบัญญัติขึ้นอย่างมีหลักการที่อ้างอิงจากความเชื่อ 3 สิ่งนี้
- . พฤติกรรมราคาที่แสดงออกมาบนกราฟ ได้ดูดซับเหตุการณ์จริง รวมทั้งผลกระทบต่างๆจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ การเมือง ไว้หมดแล้ว ราคาที่แสดงออกมาได้สะท้อนความเป็นไปอย่างที่ที่ควรจะเป็น
- . ราคาจะยังคงเคลื่อนไปตามแนวโน้มเดิม จนกว่าจะหมดแนวโน้มและกลับไปยังทิศทางตรงกันข้าม
- รูปแบบ หรือ พฤติกรรมราคาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จะยังคงเอามาใช้อ้างอิงได้ในอนาคต บางครั้งถึงช่วงเวลาหนึ่งมันกลับมาเกิดพฤติกรรมเดียวกับที่เคยเกิดขึ้น เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” นั่นเอง
จุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ทางเทคนิคมาจาก ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ที่ชื่อ Charles Henry Dow
(1851-1902) และเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนที่ชื่อ Edward Jones.
Charles Henry Dow เป็นบรรณาธิการที่ต้องเขียนข่าว
บทวิเคราะห์ด้านการเงินและตลาดหุ้น สมัยนั้นยังไม่มีดัชนีอะไรทั้งสิ้น
การจะบอกว่าวันนี้ภาพรวมตลาดหุ้นเป็นอย่างไรก็ไม่มีอะไรที่จะสื่อให้คนอ่านเข้าใจได้
เขาจึงคิดดัชนีขึ้นมาตัวหนึ่งโดยเอาหุ้นชั้นนำหลายๆตัวมาคำนวณเป็นดัชนี
และใช้ชื่อว่า ดัชนีดาวโจนส์
จากนั้นก็ใช้ดัชนีนี้เป็นตัวแทนสภาวะตลาดของหุ้นทั้งหมด ว่าวันนี้ดัชนีดาวโจนส์ขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน
และทฤษฎี Dow Theory ก็เกิดขึ้นหลังจากนั้น
การที่ Dow เอาดัชนีดาวโจนส์มาพล๊อตเป็นกราฟต่อเนื่องกันทุกวัน
ทำให้เขาสังเกตเห็นรูปแบบของของราคาที่เป็นแนวโน้มที่คาดเดาได้
เขาจึงเขียนบทวิเคราะห์หุ้นด้วยกราฟ และสามารถทำนายแนวโน้มล่วงหน้าได้อย่างถูกต้อง
นี่จึงถือเป็นจุดกำเนิดของการวิเคราะห์ทางเทคนิคเลยที่เดียว แต่ DOW ไม่เคยสรุปแนวคิด
ทฤษฎีการวิเคราะห์ ไว้ในเอกสารเล่มใดๆ หลังจาก DOW เสียชีวิตลง มีชาย 3 คนคือ William
Peter Hamilton, Robert Rhea and E. George Schaeferได้รวบรวมบทวิเคราะห์ของ Dow มาศึกษาเพื่อหาแนวคิดที่แท้จริงที่ Dow ใช้ จนกลั่นกรองออกมาเป็นทฤษฎี Dow Theory ให้เราศึกษาได้ในปัจจุบัน
ซึ่งทฤษฎี Dow Theory สามารถสรุปออกมาได้ 6 ข้อ ดังนี้
1. ภาพรวมของตลาด ที่แสดงออกมาเป็นกราฟ ได้ดูดซับเหตุการณ์ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและมีผลกระทบไว้หมดแล้ว
1. ภาพรวมของตลาด ที่แสดงออกมาเป็นกราฟ ได้ดูดซับเหตุการณ์ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและมีผลกระทบไว้หมดแล้ว
2.แนวโน้มขาขึ้น จุดสูงสุดใหม่จะต้องสูงกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้า( H2>H1) และจุดต่ำสุดใหม่ต้องสูงกว่าทั้งจุดสูงสุดก่อนหน้าและจุดต่ำสุดก่อนหน้า
(L2>H1>L1)
แนวโน้มขาลง จุดต่ำสุดใหม่จะต้องต่ำกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้า( LL2<LL1) และจุดสูงสุดใหม่ต้องต่ำกว่าทั้งจุดสูงสุดก่อนหน้าและจุดต่ำสุดก่อนหน้า
(LH2<LL1<LH1)
ดังภาพ
และ Dow Theory ยังแบ่งระยะเวลาของแนวโน้มเป็น 3 ช่วง คือ Primary,
Secondary และ Minor ซึ่งเปรียบได้กับคลื่นในทะเลว่าเป็น
กระแสน้ำ (Tide)
คลื่น (Wave) และฟองคลื่น (Ripples) ตามลำดับ โดยช่วง Primary จะกินเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป ส่วน Secondary จะกินระยะเวลา 3สัปดาห์-3เดือน และช่วง Minor จะกินเวลาน้อยกว่า 3 สัปดาห์
3. พฤติกรรมของทุกแนวโน้ม
ทั้งแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง จะมี 3 จังหวะเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น
แนวโน้มขาขึ้น จะเป็นดังนี้
-
จังหวะแรก
เป็นช่วงที่นักลงทุนเริ่มเข้าซื้อ เพราะข่าวเชิงลบเริ่มหมดไป
และมีข่าวเชิงบวกเข้ามา ช่วงนี้เรียกว่า ช่วงเก็บของ
(Accumulation Phase)
-
จังหวะสอง
เป็นจังหวะที่นักลงทุนรายอื่นๆ ที่เน้นลงทุนตามแนวโน้มตลาด เริ่มเข้ามามากขึ้น
ช่วงนี้ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
-
จังหวะสาม
เป็นช่วงที่นักลงทุนส่วนใหญ่เข้าซื้อหมดแล้ว จากข่าวสารด้านบวกที่มีมากขึ้น
มีการเก็งกำไรมากขึ้น จังหวะนี้นักลงทุนที่เก็งกำไรกลุ่มแรกๆ จะเริ่มมองว่าถึงจุดแล้วที่ควรจะทยอยขายออกทำกำไรเสียที
จุดนี้จะเริ่มเห็นแรงเทขายออกมา เรียกจังหวะนี้ว่า ช่วงระบายของ (Distribution
Phase)
4. นัยยะสำคัญของแนวโน้มควรที่จะยืนยันซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ในยุคของ Dow ได้สร้างค่าเฉลี่ยขึ้นมาสองตัวโดยมาจากบริษัทสำคัญๆ จากกลุ่ม อุตสาหกรรม และ กลุ่มรถไฟ เกิดเป็น Industrial Average และ Rail Average ตามลำดับ ซึ่ง Dow เห็นว่าแนวโน้มของตลาดจะไม่มีนัยยะสำคัญ หากค่าเฉลี่ยสองตัวนี้ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน. (ปัจจุบันเราอาจไม่ได้ใช้ข้อกำหนดนี้มาร่วมในการวิเคราะห์เชิงเทคนิคของตลาด Forex แล้ว)
4 5. ปริมาณการซื้อขาย
เป็นปัจจัยในการยืนยันแนวโน้ม
6. แนวโน้มจะยังคงเชื่อว่ามีอยู่ จนกระทั่งจะมีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม ข้อนี้เป็นหลักการพื้นฐานการวิเคราะห์ทางเทคนิค ที่ต่อมา ทำให้เกิดการศึกษาเรื่องแนวรับ แนวต้าน รูปแบบการเปลี่ยนแนวโน้ม และเครื่องมือวิเคราะห์อื่นอีกมากมายเพื่อบอกถึงโอกาสในการเปลี่ยนแนวโน้ม.
6. แนวโน้มจะยังคงเชื่อว่ามีอยู่ จนกระทั่งจะมีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม ข้อนี้เป็นหลักการพื้นฐานการวิเคราะห์ทางเทคนิค ที่ต่อมา ทำให้เกิดการศึกษาเรื่องแนวรับ แนวต้าน รูปแบบการเปลี่ยนแนวโน้ม และเครื่องมือวิเคราะห์อื่นอีกมากมายเพื่อบอกถึงโอกาสในการเปลี่ยนแนวโน้ม.
นี่คือแนวคิดหลักๆ
ของ Dow ซึ่งถูกนำมาศึกษาต่อ
จนเกิดเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ใหม่ๆอีกหลายตัว เช่น Elliot Wave
สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นคือ ในบางครั้งการเรียนการสอนเรื่อง
Technical
Analysis จะไม่ค่อยมุ่งเน้นกล่าวถึง
Dow
Theory มากนัก
เพราะอาจมองว่าเป็นแค่ความรู้เบื้องต้น แต่แท้จริงแล้ว หากเข้าใจอย่างแท้จริงและเชื่อในหลักการของ
Dow
Theory ว่าพฤติกรรมตลาดเป็นไปตามนี้
การเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ที่มีรากฐานมาจาก Dow Theory จะเป็นเรื่องเข้าใจง่าย
และสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นกับผู้เขียนเอง
ในยุคแรกที่เริ่มเทรด ตัวอย่างเช่น วุ่นวายกับการไปหา Indicator ต่างๆ ที่เขาว่าดีมาใช้
มานั่งท่องรูปแบบการกลับตัวจากรูปแบบกราฟแท่งเทียน ทั้งวันก็มานั่งจ้องกราฟเพื่อหารูปแบบการกลับตัว
ซึ่งทั้งวันมันมีรูปแบบการกลับตัวให้เห็นและเข้าใจผิดๆว่านั่นคือการกลับตัว แต่ถ้าเข้าใจ Dow Theory จะรู้ว่าที่ช่วงราคาใดควรมองหาการกลับตัว
ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่า Indicator และเทคนิคใหม่ๆ ไม่ดี
เพระปัจจุบันก็ยังใช้ Indicator บางตัว
เพียงแต่เมื่อเราเรียนรู้ Dow Theory แล้ว
เราจะเลือกได้เอง ว่าเวลาไหนควรใช้ Indicator อะไร.








No comments:
Post a Comment