เข้าใจการถ่าง
Spread และ การ Hedging ว่ามีผลทำให้ล้างพอร์ตได้อย่างไร
ก่อนจะเข้าเนื้อหาของเรื่องนี้
ขอกล่าวถึงตัวแปรสำคัญที่เกี่ยวข้องก่อน คือ ค่า Spread และการ Hedging. และอีกประเด็นคือ
ทั้งหมดนี้จะไม่มีผลมากมายจนเป็นอันตรายต่อพอร์ต ถ้าเทรดเดอร์ยอมรับว่าแพ้ ผิดทาง
และ Cut Loss เสียแต่เนิ่นๆ ตัวเลขในตัวอย่างสมมุติขึ้น โดยมีขนาด Lot Sizeใหญ่
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น
แต่ในความเป็นจริง เทรดเดอร์อาจใช้ Lot Size เล็กกว่านี้
แต่ก็สะสมออเดอร์ไว้หลายออเดอร์ จนมีขนาด Lot Size ใหญ่ขึ้น
เป็นอัตราส่วนใกล้เคียงกับตัวอย่างที่ยกมา
ค่า Spread ถูกกำหนดโดยโบรกเกอร์
ซึ่งแต่ละโบรกเกอร์ก็มากน้อยแตกต่างกัน หรือแม้แต่
โบรกเกอร์เดียวกันแต่มีบัญชีหลายประเภทก็มีค่า Spread ต่างกัน
อาจมีแบบค่า Spread =0 หรือค่า Spread คงที่ และค่า Spread ไม่คงที่
ซึ่งอันหลังสุดนี่แหละที่จะกล่าวถึง
ค่า Spread คือส่วนต่างของราคา
ณ ขณะนั้น ถ้าเราออเดอร์ ไม่ว่าจะซื้อหรือขาย เราจะได้ราคาตามที่กำหนด
และหากปิดออเดอร์ทันที ราคาจะมีส่วนต่างเท่ากับค่า Spread ที่โบรกเกอร์กำหนด
ตามตัวอย่างในรูป ถ้าเรา Buy ที่ราคา 1.17333 เราจะติดลบทันที 30 จุด
เพราะหากปิดออเดอร์ทันที เราจะได้ราคาแค่ 1.17303 (ขาดทุน 30
จุดทันที)
ในความเป็นจริงคงไม่มีใครทำแบบนั้น เพราะก็ต้องรอปิดเมื่อราคาไปตามเป้าที่ตั้งไว้
ส่วนต่างตรงนั้น มันคือค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เก็บจากเรานั้นเอง
ส่วนการถ่าง Spread มีผลอย่างไร ก็คือ สมมุติเรา Buy 1.0 lot ที่ 1.17333 (Bid
1.17303 Ask 1.17333) ในตอนเริ่มต้น
หลังจากนั้น
เราติดลบ มาที่ราคา 1.16333(
Bid 1.16333 ask 1.16363). ราคา bid คือราคาที่เราได้ถ้าปิดออเดอร์ บัญชีเราจะติดลบ
-1,000 USD.
และโบรกเกอร์ประกาศ
ช่วงนี้มีข่าวสำคัญกระทบค่าเงิน และถ่าง Spread ออก เป็น 200
จุด สมมุติให้ การถ่าง เป็นแบบ50:50 ( บางครั้งสองข้างอาจไม่เท่ากัน) ราคา bid
จะลดลงไป
100 จุด เหลือ 1.16233 และราคา ASK จะเพิ่มขึ้นไปเป็น 1.16433 ทันที และเราจะติดลบเพิ่มทันที กลายเป็น –1,100 USD
แม้ว่าอาจเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่หากในขณะนั้นเทรดเดอร์มีออเดอร์ค้างอยู่มาก
และติดลบใกล้เคียงกับ Margin ที่เหลือ อาจล้างพอร์ตได้
นี่คือกลไกที่เกิดขึ้น จะเห็นว่า เมื่อถ่าง Spread
ทั้ง
Order Buy และ Sell จะได้รับผลกระทบทั้งคู่
Hedging.
การ Hedge คือการเปิดออเดอร์สวนทางกับออเดอร์ที่ค้างอยู่ ด้วยขนาด Lot
Size เดียวกัน
เป็นการหยุดความสูญเสีย
ตัวอย่างกระบวนการที่เกิดขึ้น แต่เป็นการHedging ที่ผิดวิธีจนเกิดการสูญเสีย
สมมุติเราเปิดออเดอร์ตามนี้ ด้วย Lot 0.1 ที่ราคา
1.15000 และผิดทาง ปล่อยให้ติดลบไป 500 จุด เท่ากับเราติดลบ 50 USD รายละเอียด Margin
และอื่นๆตามรูป
ที่ราคา 1.4500 เทรดเดอร์มองว่า ติดลบตั้ง 50 USD. ครึ่งหนึ่งของทุนเลย ไม่อยากตัดทิ้ง เผื่อมันกลับมา ก็เลยเปิด Sell สวนทางไว้ (Hedging) ที่ Lot 0.1 เท่ากัน ถึงตรงนี้ -50 จะคงที่ไม่ลบต่อไป ถ้าราคาลงอีก ออเดอร์ Buy จะติดลบเพิ่มมากกว่า 50 แต่ฝั่ง Sell จะบวกกลับมาชดเชย ผลรวมจะยังคงเป็น -50 แต่ถ้าราคาขึ้น ฝั่ง Buy จะติดลบน้อยลง แต่ฝั่ง Sell จะติดลบเพิ่มแทน ซึ่งก็ทำให้ผลรวม -50 เท่าเดิม สิ่งที่ได้เพิ่มมาคือ มี Free Margin กลับมาให้เล่นได้ 50 USD จากตอนแรกที่ลดเหลือ 30 USD. แบบนี้ผมเรียกว่า เริ่มติดคุกแล้ว.
เมื่อผ่านไปอีกระยะ ปรากฏว่า ราคาลงต่อ ไปที่ 1.14000 เทรดเดอร์มองว่า ไม่น่าจะไปต่อแล้ว งั้นเพิ่มออเดอร์ Buy ที่ราคานี้ไปเลย ที่ lot 0.1 @1.14000 แต่ปรากฏว่าราคาลงต่อไปอีก ที่ 1.13750 คือลงไปอีก 250
สถานการณ์ในพอร์ตจะเป็นดังรูป คือจากเดิม เหลือมาร์จิ้น 50 USD
เอามาเปิด lot 0.1 ใช้ไป 20USD
และราคาลง เลยติดลบ 25 USD และผลรวม
ติดลบ 75 USD เหลือฟรีมาร์จินแค่
5 USD. ถ้าราคายังผิดทาง ลงต่อ แค่ 50 จุด มาร์จินจะเป็นศูนย์ทันที. หรือถ้าจะปิดตอนนี้
เสียหนักเลย 75 USD เหลือแค่ 25 USD.
จากสถานการณ์ข้างต้น เทรดเดอร์ผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าแพ้ จะเปิดออเดอร์ Sell ที่ lot 0.1 เพื่อให้ได้มาร์จินกลับมา
ตอนนี้เหมือนแก้ปัญหาไปได้ ติดลบคงที่ -75 USD แต่จริงๆ
ตอนนี้หนักกว่าติดคุกแล้ว ตอนนี้เรียกว่า อยู่ในลานประหารแล้ว.
มาดูทางเลือกกันว่าต่อจากนี้เป็นอย่างไร
รูปข้างล่างนี้ สมมุติราคาลงไปที่ 1.13500
(ถ้าราคาขึ้น ก็มีผลรวมติดลบไม่ต่างกัน) ตอนนี้ออเดอร์ Sell มีบวกมาแล้ว
125 USD แต่ ออเดอร์ Buy ก็ติดลบเพิ่มเป็น 200 USD ผลรวมยังติดลบ
75 USD เท่าเดิม
ตอนนี้คือช่วงอันตรายที่สุดหาก โบรกเกอร์มีการถ่าง Spread เพราะ Free Margin 25 USD มี 0.4 Lot ในพอร์ต เท่ากับว่า 1 จุดเท่ากับ 0.4 USD. ถ้าโบรกเกอร์ถ่าง Spread แค่ 62.5 จุด Free Margin จะเป็น 0 ( บางครั้งโบรกเกอร์ถ่าง Spread เป็นร้อยจุด)
เอาไงดี ปิดออเดอร์ Sell ทำกำไรก่อนดีไหม ถ้าราคาขึ้นค่อยปิดออเดอร์ Buy.
จากรูปด้านบน เป็นผลจากการปิดออเดอร์ Sell กำไรมาทันที 100 USD ยอด Balance เป็น 200 USD เอาเฉพาะบรรทัดที่ปิด Sell ไปโชว์ในกลุ่มได้เลย ทุน 100 วันนี้กำไร 100
แต่.... ความเป็นจริง มี Free Margin 5 USD
มี 0.3 Lot ในพอร์ต เท่ากับว่า 1 จุดเท่ากับ 0.3 USD.
ถ้าโบรกเกอร์ถ่าง Spread แค่ 17 จุด Free Margin จะเป็น
0 หรือ หากราคายังลงต่อ แค่ 50 จุด มาร์จินก็เป็นศูนย์
ก็เข้าสู่กระบวนการล้างพอร์ตไป
อันที่จริง เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์จะใช้การ Hedge
นี่แหละเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยแก้พอร์ตได้
แต่จะขอไปกล่าวแยกเป็นอีกหัวข้อหนึ่งทีหลัง และการ Hedge ที่ถูกต้อง
ไม่ได้ปล่อยให้ติดลบเยอะขนาดนี้
ทางป้องกันสำหรับเทรดเดอร์ที่ยังแก้พอร์ตด้วยการ Hedge ไม่เป็น
- อย่าปล่อยให้โดนลากยาว ตั้ง Cut Loss ในจุดที่ยอมรับความสูญเสียได้ แล้วเริ่มใหม่ ยังดีกว่าดื้อดึงแล้วเสียหมดทั้งพอร์ต
- ถ้าใช้บัญชีแบบค่า Spread ไม่คงที่ (Variable Spread) ให้พึงระลึกถึงผลกระทบจากการถ่าง Spread ไว้ด้วย แต่ถ้าคุณไม่เคยปล่อยให้ออเดอร์ค้างติดมือเยอะๆ ก็ไม่มีผลอะไร
- พยายามศึกษาให้เข้าใจเรื่อง Technic การวิเคราะห์กราฟ การเข้าออเดอร์ที่ถูกจุด จะช่วยให้ลดระยะห่างของการ Cut Loss. ถ้าเอาแบบเข้าใจง่ายๆ ถ้ารู้แนวต้านอยู่ตรงไหน แล้วเข้า Sell ที่จุดนั้น หากมันทะลุไปได้ ก็ cut loss เลย หรือการ เข้า Buy ที่แนวรับ หากทะลุแนวรับลงมา ก็ Cut Loss ได้เลย นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ ที่จะไม่ต้องโดนลากไกลๆ
- ใช้ Lot ที่มีขนาดเหมาะสมกับเงินทุน และควรให้มีช่องว่างผิดทางได้ประมาณ 10,000 จุด สำหรับมือใหม่. ในที่นี้ให้หมายถึงจำนวน Lot รวมทุกออเดอร์ในพอร์ต.
สุดท้าย
สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ อย่าทำให้เกิดเป็นกระบวนการตามตัวอย่าง
คุณจะรอดพ้นจากการล้างพอร์ตยากมาก มีวิธีเดียวคือต้องเพิ่มทุนเพื่อรองรับการโดนลากผิดทาง
และตัดออเดอร์ด้านใดด้านหนึ่งออกเมื่อถึงจุดกลับตัวเท่านั้น.












No comments:
Post a Comment